บัญชี การรักษา ของ หมดอายุ หุ้น ตัวเลือก

บัญชี การรักษา ของ หมดอายุ หุ้น ตัวเลือก

Bollinger   วง - ระหว่างวัน ซื้อขาย
ฟรี ไบนารี ตัวเลือก สาธิต บัญชี โดยไม่ต้อง ฝาก
ที่ดีที่สุด เฉลี่ยเคลื่อนที่ -forex- กลยุทธ์


Forex- key-terms วัน ซื้อขาย ตัวเลือก รูปแบบไฟล์ PDF ดาวน์โหลด ที่ดีที่สุด -SMS -forex- สัญญาณ Forex- pips กองหน้า ซื้อ และ ขาย ตัวบ่งชี้ ฟรีดาวน์โหลด Excel -12- เดือน เฉลี่ยเคลื่อนที่ แผนภูมิ Binary ตัวเลือก - ioption

ไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับบริการที่ตอบสนองและเป็นส่วนตัวมากขึ้น การใช้เว็บไซต์นี้ถือว่าคุณยอมรับการใช้คุกกี้ของเรา โปรดอ่านประกาศเกี่ยวกับคุกกี้ของเราสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้ที่เราใช้และวิธีการลบหรือปิดกั้น ฟังก์ชันการทำงานที่สมบูรณ์ของเว็บไซต์ของเราไม่ได้รับการสนับสนุนในเบราเซอร์ของคุณหรือคุณอาจเลือกโหมดความเข้ากันได้ โปรดปิดโหมดความเข้ากันอัปเกรดเบราว์เซอร์ของคุณไปที่ Internet Explorer 9 หรือลองใช้เบราว์เซอร์อื่นเช่น Google Chrome หรือ Mozilla Firefox IFRS 2 การชำระเงินโดยใช้หุ้นหุ้นบทความด่วน IFRS 2 การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์กำหนดให้กิจการต้องรับรู้รายการในงบการเงินของ บริษัท รวมถึงรายการกับพนักงานหรืออื่น ๆ (เช่นหุ้นที่ได้รับสิทธิซื้อหุ้นหรือสิทธิในการรับรู้) กิจการที่จะต้องชำระบัญชีเป็นเงินสดสินทรัพย์อื่นหรือตราสารทุนของกิจการ ความต้องการเฉพาะรวมอยู่ในธุรกรรมการชำระเงินโดยใช้หุ้นเป็นหลักและชำระด้วยเงินสดเช่นเดียวกับที่กิจการหรือผู้ขายมีสิทธิเลือกตราสารเงินสดหรือตราสารทุน มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 2 ฉบับที่ออกในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 และใช้กับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 เป็นต้นไปประวัติความเป็นมาของ IFRS 2 G41 การรายงานทางบัญชีสำหรับการชำระเงินที่ใช้ร่วมกันเผยแพร่แล้ววันที่ 31 ตุลาคม 2543 โครงการเพิ่มวาระ IASB ประวัติความเป็นมาของโครงการ IASB ขอเชิญชวนให้ความเห็นเกี่ยวกับ G41 การทำบัญชีกระดาษสำหรับการชำระเงินเป็นหลักข้อคิดเห็นกำหนดวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2544 การเปิดรับร่างโครงการ ED 2 การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นทุนเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2546 IFRS 2 การจ่ายโดยใช้หุ้นซึ่งออกโดยผู้ถือหุ้นเป็นการเฉพาะสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2548 เงื่อนไขการได้รับเงินค่าจ้างและการยกเลิกการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2549 แก้ไขเพิ่มเติมโดยเงื่อนไขและเงื่อนไขการยกเลิกการลงบัญชี (แก้ไข IFRS 2) มีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 แก้ไขเพิ่มเติมโดยการปรับปรุง IFRSs (IFRS 2 และ IFRS ฉบับปรับปรุงใหม่) มีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นที่มีเงินสด หรือมีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยการปรับปรุงมาตรฐาน IFRS ปี 25532012 รอบ (นิยามของเงื่อนไขการได้รับสิทธิ) มีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2014 แก้ไขเพิ่มเติมโดยการจัดประเภทและวัดมูลค่าของรายการ IFRS 2 ในเดือนมิถุนายน 2550 สำนักงาน Deloitte IFRS Global Office ได้เผยแพร่คู่มือ IAS Plus ฉบับปรับปรุงใหม่แก่ IFRS 2 การชำระเงินด้วยหุ้น 2007 (PDF 748k, 128 หน้า) คู่มือฉบับนี้ไม่เพียง แต่จะอธิบายบทบัญญัติที่ละเอียดของ IFRS 2 แต่ยังเกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ในหลาย ๆ สถานการณ์ในทางปฏิบัติ เนื่องจากความซับซ้อนและความหลากหลายของรางวัลการชำระเงินตามหุ้นในทางปฏิบัติจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ที่คำตอบที่ถูกต้องจะเป็นไปได้เสมอไป อย่างไรก็ตามในคู่มือนี้ Deloitte หุ้นกับคุณวิธีการของเราในการหาแนวทางที่เราเชื่อว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมาตรฐาน ฉบับพิเศษของจดหมายข่าว IAS Plus ของเราคุณจะพบข้อมูลสรุป IFRS 2 ฉบับใน 4 ฉบับในจดหมายข่าว IAS Plus ฉบับพิเศษ (PDF 49k) ความหมายของการจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นหุ้นการจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นรายการที่กิจการได้รับสินค้าหรือบริการโดยถือเป็นตราสารทุนหรือหนี้สินที่ก่อให้เกิดรายได้ตามราคาของหุ้นทุนหรือตราสารทุนอื่นของกิจการ . ข้อกำหนดการบัญชีสำหรับการชำระเงินด้วยหุ้นเป็นหลักจะขึ้นอยู่กับวิธีการชำระบัญชีโดยการออก (ก) ส่วนได้เสีย (ข) เงินสดหรือ (c) ส่วนของผู้ถือหุ้นหรือเงินสด แนวคิดเรื่องการชำระเงินโดยใช้หุ้นเป็นแบบกว้างกว่าตัวเลือกหุ้นของพนักงาน IFRS 2 หมายถึงการออกหุ้นหรือสิทธิในการรับซื้อคืนเพื่อแลกกับบริการและสินค้า ตัวอย่างของรายการที่รวมอยู่ในขอบเขตของ IFRS 2 คือสิทธิในการขึ้นราคาหุ้นพนักงานแผนซื้อหุ้นพนักงานแผนการถือครองหุ้นของพนักงานแผนการเลือกหุ้นและแผนการออกหุ้นหรือสิทธิในการถือหุ้นอาจขึ้นอยู่กับตลาดหรือที่ไม่ใช่ตลาดที่เกี่ยวข้อง เงื่อนไข IFRS 2 ใช้กับทุกหน่วยงาน ไม่มีการยกเว้นสำหรับนิติบุคคลเอกชนหรือนิติบุคคลที่มีขนาดเล็ก นอกจากนี้ บริษัท ยอยที่ใชบิดามารดาหรือ บริษัท ยอยเปนผูถือหุนเพื่อพิจารณาเรื่องสินคาหรือบริการอยูในขอบเขตของมาตรฐาน การยกเว้นตามหลักการทั่วไปมีอยู่สองประการคือประการแรกการออกหุ้นในการรวมธุรกิจควรจะบันทึกภายใต้ IFRS 3 Business Combinations ประการที่สองมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 2 ไม่ได้กล่าวถึงการชำระเงินโดยใช้หุ้นเป็นหุ้นตามขอบเขตของย่อหน้าที่ 8-10 ของมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 32 เรื่องการเงิน: การนำเสนอ หรือย่อหน้าที่ 5-7 ของ IAS 39 เครื่องมือทางการเงิน: การรับรู้และการวัด ดังนั้นควรใช้มาตรฐาน IAS 32 และ IAS 39 สำหรับสัญญาอนุพันธ์ทางด้านโภคภัณฑ์ซึ่งอาจมีการชำระบัญชีในหุ้นหรือสิทธิในหุ้น IFRS 2 ไม่ใช้กับธุรกรรมการชำระเงินตามหุ้นนอกเหนือจากการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ การจ่ายเงินปันผลการซื้อหุ้นทุนซื้อคืนและการออกหุ้นเพิ่มจึงอยู่นอกขอบเขต การรับรู้และการวัดมูลค่าการออกหุ้นหรือสิทธิในการซื้อหุ้นต้องมีการเพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้น IFRS 2 กำหนดให้รายการหักล้างการหักล้างจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเมื่อการชำระเงินสำหรับสินค้าหรือบริการไม่ได้เป็นตัวแทนของสินทรัพย์ ค่าใช้จ่ายควรได้รับรู้เมื่อสินค้าหรือบริการถูกนำมาใช้ ตัวอย่างเช่นการออกหุ้นหรือสิทธิในการซื้อหุ้นจะแสดงเป็นรายการสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นและจะใช้เป็นค่าใช้จ่ายเมื่อสินค้าหรือขายหมดไปเท่านั้น สมมติว่าเกี่ยวข้องกับการให้บริการในอดีตโดยต้องใช้มูลค่ายุติธรรมเต็มจำนวนในทันที การออกหุ้นให้กับพนักงานโดยกล่าวว่าระยะเวลาการได้รับสิทธิสามปีถือว่าเกี่ยวข้องกับการให้บริการในช่วงระยะเวลาการได้รับสิทธิ ดังนั้นมูลค่ายุติธรรมของการชำระเงินด้วยหุ้นที่กำหนดไว้ในวันที่ให้สิทธิ์ควรจะมีการจ่ายออกไปตลอดระยะเวลาการได้รับสิทธิ ตามหลักการทั่วไปค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินตามหุ้นที่ชำระโดยตราสารทุนจะเท่ากับจำนวนรวมของตราสารทั้งหมดที่ต้องห้ามและมูลค่ายุติธรรมของตราสารดังกล่าว ในระยะสั้นมีการปรับตัวเพื่อสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาการได้รับสิทธิ อย่างไรก็ตามหากการชำระเงินตามหุ้นที่ชำระโดยตราสารทุนมีเงื่อนไขเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของตลาดค่าใช้จ่ายจะยังคงเป็นที่ยอมรับหากมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขการได้รับสิทธิอื่น ๆ ทั้งหมด ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงภาพรวมของการชำระเงินตามหุ้นที่ชำระโดยตราสารทุนโดยทั่วไป ภาพประกอบการรับรู้การจัดสรรหุ้นให้แก่พนักงาน บริษัท ให้สิทธิ์แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมด 100 รายแก่กลุ่มผู้บริหาร 10 คนในแต่ละวันที่ 1 มกราคม 25X5 ตัวเลือกเหล่านี้จะหมดอายุเมื่อสิ้นระยะเวลาสามปี บริษัท ได้กำหนดให้แต่ละตัวเลือกมีมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ให้สิทธิเท่ากับ 15. บริษัท คาดว่าจะมีการเลือก 100 ตัวเลือกและจะบันทึกรายการต่อไปนี้ในวันที่ 30 มิถุนายน 20X5 - สิ้นสุดการรายงานระหว่างกาลหกเดือนแรก ระยะเวลา ค่าใช้จ่ายในการเลือกสรรหุ้น (90 15) 6 งวด 225 งวดต่องวด 225 4 250250250 150 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของการจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์มูลค่ายุติธรรมอาจพิจารณาจากมูลค่าหุ้นหรือสิทธิในการรับซื้อหุ้นหรือมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ได้รับ: หลักการการวัดมูลค่ายุติธรรมทั่วไป ตามหลักการแล้วรายการที่เป็นรายการสินค้าหรือบริการที่ได้รับเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินของกิจการต้องวัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมของสินค้าหรือบริการที่ได้รับ เฉพาะในกรณีที่มูลค่ายุติธรรมของสินค้าหรือบริการไม่สามารถวัดมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนที่จะได้รับจะถูกนำมาใช้ การวัดตัวเลือกการมีส่วนร่วมของพนักงาน สำหรับการทำธุรกรรมกับพนักงานและผู้ให้บริการอื่นที่คล้ายคลึงกันกิจการต้องวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนที่ได้รับเนื่องจากไม่สามารถประมาณการมูลค่ายุติธรรมของบริการของพนักงานได้อย่างน่าเชื่อถือ เมื่อจะวัดมูลค่ายุติธรรม - ตัวเลือก สำหรับการทำธุรกรรมที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนที่ได้รับเช่นการทำธุรกรรมกับลูกจ้างมูลค่ายุติธรรมควรจะประมาณ ณ วันให้สิทธิ เมื่อประเมินมูลค่ายุติธรรม - สินค้าและบริการ สำหรับการทำธุรกรรมที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมของสินค้าหรือบริการที่ได้รับมูลค่ายุติธรรมต้องประมาณ ณ วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการเหล่านั้น คำแนะนำในการวัด สำหรับสินค้าหรือบริการที่วัดโดยอ้างอิงจากมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนที่ได้รับ IFRS 2 ระบุว่าโดยทั่วไปแล้วเงื่อนไขการได้รับสิทธิไม่รวมอยู่ในการประมาณการมูลค่ายุติธรรมของหุ้นหรือสิทธิในวันที่วัดมูลค่าที่เกี่ยวข้อง ข้างบน). เงื่อนไขการได้รับสิทธิจะนำมาพิจารณาด้วยการปรับจำนวนตราสารทุนที่วัดมูลค่าของรายการเพื่อให้จำนวนเงินที่รับรู้สำหรับสินค้าหรือบริการที่ได้รับเพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับตราสารทุนที่ได้รับถือตามจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้น อุปกรณ์ที่จะมอบให้ในที่สุด แนวทางการวัดเพิ่มเติม IFRS 2 กำหนดให้มูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนที่จ่ายให้เป็นไปตามราคาตลาดหากมีและคำนึงถึงข้อกำหนดในการให้บริการตราสารทุนเหล่านั้น ในกรณีที่ไม่มีราคาตลาดมูลค่ายุติธรรมถูกประมาณโดยใช้เทคนิคการคิดมูลค่าเพื่อประมาณการว่าราคาของตราสารทุนนั้นจะเป็นวันที่วัดมูลค่าในการทำธุรกรรมระยะยาวระหว่างคู่สัญญาที่มีความรู้และเต็มใจ มาตรฐานไม่ได้ระบุว่าควรใช้รูปแบบใด หากไม่สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ IFRS 2 กำหนดให้รายการการชำระเงินที่ใช้เกณฑ์เป็นหุ้นต้องมีการวัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมของกิจการที่จดทะเบียนและไม่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน IFRS 2 อนุญาตให้ใช้มูลค่าที่แท้จริง (นั่นคือมูลค่ายุติธรรมของหุ้นหักราคาการใช้สิทธิ) ในกรณีที่หาได้ยากซึ่งไม่สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่วัดเพียงอย่างเดียว ณ วันที่ให้สิทธิ์ กิจการจะต้องทบทวนมูลค่าที่แท้จริง ณ วันที่รายงานแต่ละครั้งจนกว่าจะมีการตกลงขั้นสุดท้าย สภาวะการปฏิบัติงาน IFRS 2 ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติตามเงื่อนไขการปฏิบัติงานของตลาดตามเงื่อนไขการปฏิบัติงานที่ไม่ใช่ตลาด เงื่อนไขทางการตลาดหมายถึงราคาตลาดของส่วนของผู้ถือหุ้นเช่นการกำหนดราคาหุ้นหรือกำหนดเป้าหมายตามราคาตลาดเปรียบเทียบกับราคาหุ้นของกิจการอื่น เงื่อนไขการปฏิบัติงานตามตลาดจะรวมอยู่ในการวัดมูลค่ายุติธรรมของวันที่ให้สิทธิ์ (เช่นเดียวกันเงื่อนไขการไม่ได้รับสิทธิถูกนำมาพิจารณาในการวัด) อย่างไรก็ตามมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนไม่ได้ปรับปรุงเพื่อพิจารณาถึงคุณลักษณะด้านการปฏิบัติงานที่ไม่ใช่ตลาดโดยการปรับจำนวนตราสารทุนซึ่งรวมอยู่ในการวัดมูลค่าของธุรกรรมการจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์แทน ปรับระยะเวลาแต่ละงวดจนกว่าจะถึงกำหนดระยะเวลาของตราสารทุน หมายเหตุ: การปรับปรุง IFRS ประจำปี 2553-2555 วัฏจักรแก้ไขข้อกำหนดและเงื่อนไขการให้สิทธิและสภาพตลาดและเพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับเงื่อนไขการปฏิบัติงานและเงื่อนไขการให้บริการ (ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดเงื่อนไขการได้รับสิทธิ) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงมีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2014 การแก้ไขการยกเลิกและการตั้งถิ่นฐานการกำหนดว่าการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดในการให้บริการมีผลกระทบต่อจำนวนที่รับรู้แล้วหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่ามูลค่ายุติธรรมของเครื่องมือใหม่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ กว่ามูลค่ายุติธรรมของตราสารเดิม (ทั้งที่กำหนดในวันแก้ไข) การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขที่ตราสารทุนได้รับอาจมีผลต่อค่าใช้จ่ายที่จะบันทึกไว้ IFRS 2 ชี้แจงว่าคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนยังใช้กับเครื่องมือที่แก้ไขหลังจากวันที่ได้รับสิทธิ หากมูลค่ายุติธรรมของตราสารใหม่มีมูลค่าสูงกว่ามูลค่ายุติธรรมของตราสารเดิม (เช่นการลดราคาการใช้สิทธิหรือการออกตราสารเพิ่ม) จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นจะรับรู้ตลอดอายุการให้สิทธิที่เหลืออยู่ในลักษณะเดียวกับต้นฉบับ จำนวน ถ้าการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาการได้รับสิทธิการรับรู้จำนวนที่เพิ่มขึ้นทันที หากมูลค่ายุติธรรมของตราสารใหม่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของตราสารเดิมมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนที่ได้รับจะต้องเป็นค่าใช้จ่ายเสมือนว่าการปรับเปลี่ยนไม่เกิดขึ้น การยกเลิกหรือการชำระบัญชีตราสารทุนถือเป็นส่วนหนึ่งของการเร่งดำเนินการของระยะเวลาการได้รับสิทธิและทำให้จำนวนเงินที่ยังไม่ได้รับรู้ซึ่งจะถูกเรียกเก็บเงินจะถูกรับรู้ทันที การชำระเงินด้วยการยกเลิกหรือการชำระบัญชี (ไม่เกินมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุน) ควรนำมาคิดเป็นรายการซื้อคืน การจ่ายเงินเกินกว่ามูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนที่ได้รับถือเป็นค่าใช้จ่ายตราสารทุนใหม่ที่ได้รับอาจระบุได้เพื่อทดแทนตราสารทุนที่ถูกยกเลิก ในกรณีดังกล่าวตราสารทุนทดแทนถือเป็นรายการปรับปรุง มูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนทดแทนจะคำนวณ ณ วันที่ได้รับเงินในขณะที่มูลค่ายุติธรรมของตราสารที่ยกเลิกแล้วแต่มูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ณ วันที่ยกเลิกหักด้วยเงินสดที่หักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการตัดบัญชี การเปิดเผยข้อมูลที่ต้องเปิดเผย ได้แก่ ลักษณะและขอบเขตของการชำระเงินโดยใช้หุ้นซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างงวดมูลค่ายุติธรรมของสินค้าหรือบริการที่ได้รับหรือมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนที่ได้รับในระหว่างงวดได้กำหนดผลกระทบของหุ้น - การทำธุรกรรมการชำระเงินเกี่ยวกับกำไรหรือขาดทุนของกิจการสำหรับงวดและฐานะการเงิน วันที่มีผล IFRS 2 มีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ก่อนเริ่มใช้ การชำระเงินการชำระเงินค่าหุ้นทั้งหมดที่ชำระโดยตราสารทุนที่ได้รับหลังจากวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งยังมิได้มีผลบังคับ ณ วันที่มีผลบังคับใช้ของ IFRS 2 จะถูกบันทึกบัญชีโดยใช้ข้อบัญญัติของ IFRS 2 อนุญาตให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการโดยไม่จำเป็นต้องใช้ IFRS นี้ให้แก่ตราสารทุนอื่น (ถ้ามี) ก่อนหน้านี้ บริษัท ได้เปิดเผยมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการบัญชี IFRS 2. ข้อมูลเปรียบเทียบที่แสดงในมาตรฐานการบัญชี IAS 1 จะถูกปรับปรุงใหม่สำหรับเงินอุดหนุนทั้งหมด ตราสารทุนซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของ IFRS 2 การปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนี้จะแสดงในส่วนของกำไรสะสมสำหรับงวดแรกที่นำมาแสดง IFRS 2 ปรับปรุงย่อหน้าที่ 13 ของ IFRS 1 การรับรองมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศครั้งแรกเพื่อเพิ่มข้อยกเว้นสำหรับธุรกรรมการชำระเงินด้วยหุ้น เช่นเดียวกับกิจการที่ใช้ IFRS แล้วผู้ที่ใช้งานครั้งแรกจะต้องใช้ IFRS 2 สำหรับธุรกรรมการชำระเงินแบบมีส่วนร่วมภายในหรือหลังวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 นอกจากนี้ผู้ขอใช้ครั้งแรกไม่จำเป็นต้องใช้ IFRS 2 กับการชำระเงินโดยใช้หุ้น หลังจากวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ซึ่งได้โอนกรรมสิทธิ์ก่อนวันที่ (ก) วันที่เปลี่ยนไปเป็น IFRS และ (ข) 1 มกราคม 2548 ผู้ยอมรับครั้งแรกอาจเลือกใช้ IFRS 2 ก่อนหน้านี้ได้ก็ต่อเมื่อได้เปิดเผยมูลค่ายุติธรรมของ การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ ณ วันที่วัดตามมาตรฐานการบัญชี IFRS 2 ความแตกต่างกับ FASB Statement 123 แก้ไขปี 2547 ในเดือนธันวาคม 2547 FASB ได้เผยแพร่แบบแสดงรายการข้อมูลบัญชี FASB 123 (ปรับปรุง 2004) งบ 123 (R) กำหนดให้รับรู้ในงบการเงิน คลิกที่ FASB Press Release (PDF 17k) Deloitte (USA) ได้เผยแพร่ฉบับพิเศษฉบับหนึ่งของจดหมายข่าว Heads Up โดยสรุปสาระสำคัญของ FASB Statement No. 123 (R) คลิกเพื่อดาวน์โหลด Heads Up Newsletter (PDF 292k) แม้ว่าคำแถลง 123 (R) จะสอดคล้องกับ IFRS 2 แต่ข้อแตกต่างบางประการยังคงมีอยู่ตามที่ระบุในเอกสาร QampA FASB ที่ออกพร้อมกับแถลงการณ์ฉบับใหม่: Q22 แถลงการณ์สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) 2, การชำระเงินด้วยหุ้น แถลงการณ์และ IFRS 2 อาจมีความแตกต่างกันในบางพื้นที่ รายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่างนี้ IFRS 2 กำหนดให้ใช้วิธีการให้วันที่ได้รับการแก้ไขสำหรับการจัดการการชำระเงินโดยใช้หุ้นกับ nonemployees ในทางตรงกันข้ามฉบับที่ 96-18 กำหนดให้การให้สิทธิในการซื้อหุ้นและตราสารทุนอื่นแก่บุคคลที่ไม่เป็นลูกจ้างวัดได้ในช่วงก่อนหน้าของ (1) วันที่มีการบรรลุข้อผูกพันของคู่สัญญาในการได้ตราสารทุนหรือ (2) วันที่ที่คู่สัญญาทำเสร็จสิ้น IFRS 2 มีเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้นในการพิจารณาว่าแผนซื้อหุ้นของพนักงานมีการชดเชยหรือไม่ เป็นผลให้แผนการซื้อหุ้นของพนักงานบางส่วนซึ่ง IFRS 2 กำหนดให้มีการรับรู้ค่าชดเชยจะไม่ถือว่าเป็นผลให้เกิดค่าชดเชยภายใต้แถลงการณ์ IFRS 2 ใช้ข้อกำหนดด้านการวัดเดียวกันกับตัวเลือกหุ้นของพนักงานโดยไม่คำนึงว่าผู้ออกเป็นนิติบุคคลที่เป็นสาธารณะหรือไม่เป็นสาธารณะ คำชี้แจงกำหนดให้บัญชีของกิจการที่ไม่เป็นสาธารณะสำหรับตัวเลือกและตราสารทุนที่คล้ายคลึงกันโดยอิงจากมูลค่ายุติธรรมของหลักทรัพย์นั้นเว้นแต่จะไม่สามารถประมาณความผันผวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ของราคาหุ้นของกิจการ ในกรณีดังกล่าวกิจการต้องวัดมูลค่าหุ้นทุนและตราสารที่คล้ายคลึงกันในมูลค่าที่ใช้ความผันผวนทางประวัติศาสตร์ของดัชนีอุตสาหกรรมที่เหมาะสม ในเขตอำนาจศาลด้านภาษีเช่นสหรัฐอเมริกาซึ่งในกรณีที่มูลค่าตามเวลาของตัวเลือกหุ้นโดยทั่วไปไม่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ IFRS 2 กำหนดให้ บริษัท ฯ ไม่รับรู้สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีสำหรับค่าชดเชยที่เกี่ยวข้องกับส่วนประกอบของมูลค่าตามเวลาของมูลค่ายุติธรรม รางวัล. สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจะรับรู้เมื่อและเมื่อสิทธิซื้อหุ้นมีมูลค่าที่แท้จริงซึ่งสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ ดังนั้นนิติบุคคลที่ให้สิทธิเลือกหุ้นในเงินให้กับพนักงานเพื่อแลกกับบริการจะไม่รับรู้ถึงผลกระทบทางภาษีจนกว่ารางวัลจะเป็นเงิน ในทางตรงกันข้ามงบการเงินต้องมีการรับรู้สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจากมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ได้รับเงินรางวัล ผลกระทบจากการที่ราคาตามบัญชีลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นจะไม่แสดงในการบันทึกบัญชีสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจนกว่าจะมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายทางภาษี ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นตามมาซึ่งก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางภาษีส่วนที่เกินจะรับรู้เมื่อกระทบต่อภาษีที่ต้องชำระ งบต้องใช้วิธีการพอร์ตการลงทุนในการกำหนดผลประโยชน์ทางภาษีที่มากเกินไปของรางวัลหุ้นในทุนที่ชำระแล้วเพื่อชดเชยการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีในขณะที่ IFRS 2 ต้องใช้วิธีการแบบเดี่ยว ดังนั้นการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีที่จะรับรู้ในทุนชำระแล้วตามงบการเงินจะรับรู้ในการคำนวณกำไรสุทธิตาม IFRS 2. ความแตกต่างระหว่างงบการเงินกับ IFRS 2 อาจลดลงในอนาคตเมื่อ IASB และ FASB พิจารณาว่าจะต้องดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีของตนในการชำระเงินโดยใช้หุ้นหรือไม่ ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2548 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐได้ออก Staff Accounting Bulletin 107 ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าและประเด็นทางบัญชีอื่น ๆ สำหรับการจัดเตรียมการชำระเงินโดยหุ้นของ บริษัท มหาชนภายใต้ FASB Statement 123R Share-Based การชำระเงิน สำหรับ บริษัท มหาชนการประเมินค่าภายใต้ Statement 123R จะคล้ายกับของ IFRS 2 การชำระเงินโดยใช้หุ้น (รวมทั้งข้อสมมติฐานเช่นความผันผวนที่คาดไว้และระยะเวลาที่คาดว่าจะ) การบัญชีสำหรับตราสารทางการเงินที่ปรับเปลี่ยนได้บางส่วนออกโดยการจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ การจัดหมวดหมู่ของค่าใช้จ่ายในการชดเชยมาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่แบบ GAAP การใช้งบ 123R ครั้งแรกในระยะเวลาระหว่างกาลการใช้จ่ายเงินชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมการชำระเงินตามหุ้นโดยคำนึงถึงผลกระทบภาษีเงินได้ของการชำระเงินตามหุ้น เกี่ยวกับการใช้แถลงการณ์ 123R การปรับเปลี่ยนตัวเลือกหุ้นของพนักงานก่อนที่จะมีการนำข้อความ 123R ไปใช้และการเปิดเผยข้อมูลในคำอธิบายและการวิเคราะห์ของผู้จัดการ (MDampA) หลังจากที่ได้มีการนำข้อความ 123R มาใช้ การตีความฉบับหนึ่งใน SAB 107 มีความแตกต่างกันอย่างไรระหว่างคำแถลง 123R และ IFRS2 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดข้อโต้แย้งคำถาม: เจ้าหน้าที่เชื่อหรือไม่ว่ามีข้อแตกต่างในข้อกำหนดการชำระเงินสำหรับการชำระเงินตามข้อตกลงร่วมกันกับพนักงานภายใต้ International Accounting Standard Board มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ 2, การจ่ายตามหุ้น (IFRS 2) และ Statement 123R ซึ่งจะส่งผลให้เกิดรายการที่ตรงกันในข้อ 17 หรือ 18 ของแบบฟอร์ม 20-F Interpretive Response: เจ้าหน้าที่เชื่อว่าการประยุกต์ใช้คำแนะนำจาก IFRS 2 เกี่ยวกับการวัดตัวเลือกหุ้นของพนักงานโดยทั่วไปจะมีผลในการวัดมูลค่ายุติธรรมที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลค่ายุติธรรมซึ่งระบุไว้ในงบ 123R ดังนั้นพนักงานจึงเชื่อว่าการใช้คำแนะนำในการวัดผล 123Rs โดยทั่วไปจะไม่ส่งผลกระทบต่อรายการที่ต้องตรวจสอบตามข้อ 17 หรือ 18 ของแบบฟอร์ม 20-F สำหรับผู้ออกตราสารเอกชนในต่างประเทศที่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ IFRS 2 สำหรับหุ้น การทำธุรกรรมการชำระเงินกับพนักงาน อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่เตือนให้ผู้ออกบัตรเอกชนต่างชาติทราบว่ามีความแตกต่างบางอย่างระหว่างคำแนะนำใน IFRS 2 และ Statement 123R ซึ่งอาจทำให้รายการดังกล่าวตรงกัน Bearn, Stearns ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการเพิ่มตัวเลือกหุ้นในสหรัฐอเมริกาหาก บริษัท มหาชนของสหรัฐอเมริกาถูกบังคับให้ใช้ตัวเลือกหุ้นของพนักงานในปีพ. ศ. 2547 ตามที่กำหนดไว้ภายใต้ FASB Statement 123R การจ่ายโดยใช้หุ้น เริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่สามของปี 2548: รายได้สุทธิหลังหักภาษีในปี 2547 ที่ได้รับจากการดำเนินงานที่ต่อเนื่องของ บริษัท SampP 500 จะลดลง 5 และรายได้สุทธิหลังหักภาษีของ NASDAQ 100 หลังหักภาษีจะลดลง 22 ราย เป็นข้อค้นพบที่สำคัญของการศึกษาของกลุ่มวิจัย Equity Research ที่ Bear, Stearns amp Co. Inc. จุดมุ่งหมายของการศึกษานี้คือการช่วยนักลงทุนในการวัดผลกระทบที่จะทำให้พนักงานมีสิทธิเลือกหุ้นของพนักงานเพิ่มขึ้นจากรายได้ในปี 2548 ของ บริษัท มหาชนในสหรัฐอเมริกา การวิเคราะห์ Bear, Stearns ขึ้นอยู่กับการเปิดเผยตัวเลือกหุ้นในปี 2547 ใน บริษัท ที่ได้รับการจดทะเบียน 10 รายล่าสุดที่มีส่วนประกอบของ SampP 500 และ NASDAQ 100 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 การจัดแสดงผลงานวิจัยนำเสนอผลงานของ บริษัท โดยภาคและโดย อุตสาหกรรม. ผู้เข้าชม IAS Plus มีแนวโน้มที่จะพบการศึกษาที่น่าสนใจเนื่องจากความต้องการของ FAS 123R สำหรับ บริษัท มหาชนมีความคล้ายคลึงกับข้อกำหนดของ IFRS 2 เรารู้สึกขอบคุณ Bear Stearns ที่ได้อนุญาตให้เราโพสต์การศึกษาเกี่ยวกับ IAS Plus รายงานยังคงเป็นลิขสิทธิ์หมี Stears amp Co. Inc. สงวนสิทธิ์ทั้งหมด คลิกเพื่อดาวน์โหลดผลรายได้ในปี 2547 จากตัวเลือกหุ้นบน SampP 500 amp กำไร NASDAQ 100 (PDF 486k) พฤศจิกายน 2548: มาตรฐานแอมป์พูลส์ศึกษาผลกระทบจากการใช้ตัวเลือกสต๊อกในเดือนพฤศจิกายน 2548 มาตรฐานแอมป์ปอร์สเผยแพร่รายงานผลกระทบจากการใช้ตัวเลือกหุ้นใน บริษัท SampP 500 FAS 123 (R) ต้องการการใช้ตัวเลือกหุ้น (ตัวเลือกสำหรับผู้จดทะเบียน SEC ส่วนใหญ่ในปีพ. ศ. 2549) IFRS 2 เกือบเหมือนกับ FAS 123 (R) พบว่า SampP: ค่าใช้จ่าย Option ลดรายได้ของ SampP 500 ลง 4.2 เทคโนโลยีสารสนเทศได้รับผลกระทบมากที่สุดทำให้รายได้ลดลง 18. อัตราส่วน PE สำหรับทุกภาคส่วนจะเพิ่มขึ้น แต่จะยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ผลกระทบจากค่าตัวเลือกที่เพิ่มขึ้นจาก Standard amp Poors 500 จะเห็นได้ชัด แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีรายได้ที่บันทึกกำไรและอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ต่ำในอดีตดัชนีอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม . SampP ใช้ปัญหากับ บริษัท เหล่านั้นที่พยายามที่จะเน้นรายได้ก่อนที่จะหักค่าใช้จ่ายตัวเลือกหุ้นและกับนักวิเคราะห์เหล่านั้นที่ไม่สนใจตัวเลือกค่าใช้จ่าย รายงานเน้นว่า: Standard Poors Poors จะรวมและรายงานตัวเลือกค่าใช้จ่ายในทุกค่าของรายได้ในทุกสายธุรกิจของตน ซึ่งรวมถึง Operation, As Reported และ Core และนำไปใช้ในการวิเคราะห์งานในดัชนีภายในประเทศของ SampP, Stock Reports รวมถึงการคาดการณ์ล่วงหน้า ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ชุมชนการลงทุนมีประโยชน์เมื่อมีข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ วิธีการสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอซึ่งอิงตามมาตรฐานการบัญชีและขั้นตอนการบัญชีที่ได้รับการยอมรับถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการลงทุน ด้วยการสนับสนุนคำจำกัดความนี้ Standard Poors Poors ช่วยเพิ่มสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เชื่อถือได้มากขึ้น การอภิปรายในปัจจุบันเกี่ยวกับการนำเสนอโดย บริษัท รายได้ที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายของตัวเลือกซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกว่ารายได้ที่ไม่ใช่แบบ GAAP พูดถึงหัวใจสำคัญของการกำกับดูแลกิจการ นอกจากนี้นักวิเคราะห์ส่วนแบ่งจำนวนมากยังได้รับการสนับสนุนให้ใช้ข้อมูลประมาณการที่ไม่ใช่รายได้แบบ GAAP แม้ว่าเราจะไม่คาดหวังผลกำไร pro forma ของ EBBS (รายได้ก่อนหักหลัง) ปีพ. ศ. 2544 ความสามารถในการเปรียบเทียบประเด็นปัญหาและภาคธุรกิจขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ทางบัญชีที่ได้รับการยอมรับจากทุกคน เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพชุมชนการลงทุนต้องมีข้อมูลที่เป็นไปตามขั้นตอนทางบัญชีที่ได้รับการยอมรับ ความกังวลมากยิ่งขึ้นคือผลกระทบที่การนำเสนอทางเลือกและการคำนวณดังกล่าวอาจมีต่อระดับความเชื่อมั่นและความเชื่อถือที่นักลงทุนใส่ลงไปในการรายงานของ บริษัท เหตุการณ์การกำกับดูแลกิจการที่ผ่านมาในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจำนวนมากทรุดโทรมไว้วางใจซึ่งจะใช้เวลาหลายปีในการหารายได้ ในยุคของการเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและการเผยแพร่นักลงทุนอย่างรอบคอบทำให้ความไว้วางใจเป็นประเด็นสำคัญ มกราคม 2551: การปรับปรุง IFRS 2 เพื่อชี้แจงเงื่อนไขและยกเลิกการให้สิทธิเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2551 IASB ได้ประกาศแก้ไขเพิ่มเติม IFRS 2 การชำระเงินโดยใช้หุ้นเป็นหุ้นเพื่อชี้แจงเงื่อนไขการให้สิทธิและการยกเลิกการใช้สิทธิดังนี้เงื่อนไขการได้รับสิทธิคือเงื่อนไขการให้บริการและเงื่อนไขการปฏิบัติงานเท่านั้น . คุณสมบัติอื่น ๆ ของการชำระเงินโดยใช้หุ้นเป็นหุ้นไม่ใช่เงื่อนไขการได้รับสิทธิ ภายใต้มาตรฐานการบัญชี IFRS 2 คุณสมบัติของการชำระเงินโดยใช้หุ้นซึ่งไม่ใช่เงื่อนไขการได้รับสิทธิควรรวมอยู่ในมูลค่ายุติธรรมของการจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ มูลค่ายุติธรรมรวมถึงเงื่อนไขการให้สิทธิที่เกี่ยวข้องกับตลาด การยกเลิกทั้งหมดไม่ว่าจะโดยนิติบุคคลหรือโดยบุคคลอื่น ๆ ควรได้รับการปฏิบัติทางบัญชีเช่นเดียวกัน ภายใต้ IFRS 2 การยกเลิกตราสารทุนถือเป็นส่วนหนึ่งของการเร่งดำเนินการของระยะเวลาการได้รับสิทธิ ดังนั้นจำนวนเงินที่ยังไม่ได้รับรู้ซึ่งจะถูกเรียกเก็บเงินจะรับรู้ทันที เงินที่ต้องจ่ายให้กับการยกเลิก (ไม่เกินมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุน) ถือเป็นรายการซื้อคืนหุ้นกู้ การจ่ายเงินเกินกว่ามูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนที่จ่ายให้ถือเป็นค่าใช้จ่าย คณะกรรมการได้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 การแก้ไขนี้มีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 โดยได้รับอนุญาตก่อนหน้านี้ Deloitte ได้เผยแพร่รายงานฉบับพิเศษของ IAS Plus Newsletter อธิบายถึงการแก้ไข IFRS 2 สำหรับเงื่อนไขการให้สิทธิและการยกเลิก (PDF 126k) มิถุนายน 2552: IASB แก้ไข IFRS 2 สำหรับธุรกรรมการชำระเงินโดยใช้หุ้นเป็นกลุ่มที่ชำระด้วยเงินสดถอน KIMS ฉบับที่ 8 และ 11 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 IASB ได้ออก IFRS 2 การชำระเงินส่วนหุ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวด " based ธุรกรรมการชำระเงิน การแก้ไขชี้แจงว่า บริษัท ย่อยแต่ละแห่งในกลุ่มควรพิจารณาการจัดเตรียมการชำระเงินตามหุ้นในงบการเงินของตนเองบ้าง บริษัท ย่อยได้รับสินค้าหรือบริการจากพนักงานหรือซัพพลายเออร์ แต่ บริษัท แม่หรือนิติบุคคลอื่นในกลุ่มต้องจ่ายเงินให้กับผู้ขายเหล่านั้น การแก้ไขเพิ่มเติมให้ชัดเจนว่า: นิติบุคคลที่รับสินค้าหรือบริการในรูปแบบการชำระเงินโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์จะต้องเป็นผู้จัดทำบัญชีสำหรับสินค้าหรือบริการเหล่านั้นไม่ว่าองค์กรใดในกลุ่มจะทำธุรกรรมและไม่ว่าจะมีการชำระบัญชีเป็นหุ้นหรือเงินสดก็ตาม . ใน IFRS 2 กลุ่มมีความหมายเช่นเดียวกับใน IAS 27 งบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะกิจการ นั่นหมายถึงเฉพาะผู้ปกครองและ บริษัท ย่อยเท่านั้น การปรับปรุง IFRS 2 ได้รวมคำแนะนำไว้ก่อนหน้านี้ใน IFRIC 8 ขอบเขตของ IFRS 2 และ IFRIC 11 IFRS 2Group และการรายงานการซื้อหุ้นคืน ดังนั้น IASB จึงได้เพิกถอน IFRIC 8 และ IFRIC 11. การปรับปรุงนี้มีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2553 และต้องใช้ย้อนหลัง อนุญาตให้ใช้ก่อนหน้านี้ได้ คลิกเพื่อออกข่าวประชาสัมพันธ์ IASB (PDF 103k) มิถุนายน 2016: IASB ชี้แจงการจัดประเภทและการวัดมูลค่าของธุรกรรมการชำระเงินเป็นหลักเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2016 คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IASB) ได้ประกาศแก้ไขเพิ่มเติม IFRS 2 เพื่อชี้แจงการจัดประเภทและการวัดมูลค่าของธุรกรรมการชำระเงินด้วยหุ้น - ตอนนี้ IFRS 2 ไม่มีคำแนะนำเกี่ยวกับว่าเงื่อนไขการให้สิทธิมีผลกระทบต่อมูลค่ายุติธรรมของหนี้สินในการจ่ายชำระโดยใช้หุ้นเป็นเงินสด IASB ได้เพิ่มคำแนะนำที่แนะนำข้อกำหนดทางบัญชีสำหรับการชำระเงินโดยใช้หุ้นเป็นเงินสดซึ่งใช้วิธีการเดียวกันกับที่ใช้สำหรับการชำระเงินโดยใช้หุ้นเป็นหลัก การจำแนกประเภทของธุรกรรมการชำระเงินแบบมีส่วนร่วมที่มีคุณสมบัติการชำระบัญชีสุทธิ IASB ได้นำข้อยกเว้นเข้าใน IFRS 2 เพื่อให้การชำระเงินโดยใช้หุ้นซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขการชำระเงินโดยการกระจุกตัวของหุ้นเป็นส่วนหนึ่ง การชำระเงินตามเกณฑ์คงค้างจะถูกจัดประเภทเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ได้รวมถึงคุณลักษณะการชำระบัญชีสุทธิ จนถึงปัจจุบัน IFRS 2 ไม่ได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่การชำระเงินโดยใช้หุ้นเป็นหลักจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นการชำระเงินด้วยหุ้นที่ชำระโดยตราสารทุนเนื่องจากการปรับเปลี่ยน ข้อกำหนดและเงื่อนไข The IASB has intoduced the following clarifications: On such modifications, the original liability recognised in respect of the cash-settled share-based payment is derecognised and the equity-settled share-based payment is recognised at the modification date fair value to the extent services have been rendered up to the modification date. Any difference between the carrying amount of the liability as at the modification date and the amount recognised in equity at the same date would be recognised in profit and loss immediately. Material on this website is 2017 Deloitte Global Services Limited, or a member firm of Deloitte Touche Tohmatsu Limited, or one of their related entities. See Legal for additional copyright and other legal information. Deloitte refers to one or more of Deloitte Touche Tohmatsu Limited, a UK private company limited by guarantee (DTTL), its network of member firms, and their related entities. DTTL and each of its member firms are legally separate and independent entities. DTTL (also referred to as Deloitte Global) does not provide services to clients. Please see deloitteabout for a more detailed description of DTTL and its member firms. Correction list for hyphenation These words serve as exceptions. Once entered, they are only hyphenated at the specified hyphenation points. Each word should be on a separate line.How to Do Accounting Entries for Stock Options Because stock option plans are a form of compensation, generally accepted accounting principles, or GAAP, requires businesses to record stock options as compensation expense for accounting purposes. แทนที่จะบันทึกค่าใช้จ่ายเป็นราคาหุ้นในปัจจุบันธุรกิจต้องคำนวณมูลค่าตลาดยุติธรรมของหุ้นตัวเลือก จากนั้นนักบัญชีจะบันทึกรายการบัญชีเพื่อบันทึกค่าชดเชยการใช้ตัวเลือกหุ้นและการหมดอายุของหุ้น การคำนวณมูลค่าเริ่มต้นธุรกิจอาจถูกล่อลวงให้บันทึกรายการบันทึกการได้รับรางวัลหุ้นในราคาตลาดปัจจุบัน อย่างไรก็ตามตัวเลือกหุ้นจะแตกต่างกัน GAAP กำหนดให้นายจ้างคำนวณมูลค่ายุติธรรมของหุ้นและบันทึกค่าชดเชยตามจำนวนดังกล่าว ธุรกิจควรใช้รูปแบบการกำหนดราคาทางคณิตศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อประเมินมูลค่าหุ้น ธุรกิจควรลดมูลค่ายุติธรรมของตัวเลือกด้วยการประมาณการสูญเสียหุ้น ตัวอย่างเช่นถ้าธุรกิจประมาณการว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานจะสูญเสียตัวเลือกหุ้นก่อนที่จะได้รับเงินทุนธุรกิจบันทึกตัวเลือกที่ร้อยละ 95 ของมูลค่า รายการค่าใช้จ่ายประจำแทนการบันทึกค่าชดเชยในก้อนเดียวเมื่อพนักงานใช้ตัวเลือกบัญชีควรกระจายค่าใช้จ่ายการชดเชยอย่างสม่ำเสมอตลอดอายุของตัวเลือก ตัวอย่างเช่นสมมติว่าพนักงานได้รับหุ้น 200 หุ้นที่มีมูลค่าตามธุรกิจที่ 5,000 บาทซึ่งเป็นเสื้อใน 5 ปี ในแต่ละปีบัญชีหักค่าชดเชยสำหรับ 1,000 และเครดิตหุ้นทุนหุ้นตัวเลือกสำหรับ 1,000 การใช้ตัวเลือกบัญชีจำเป็นต้องจองสมุดบันทึกแยกต่างหากเมื่อพนักงานใช้ตัวเลือกหุ้น ก่อนอื่นนักบัญชีต้องคำนวณเงินสดที่ธุรกิจได้รับจากการให้สิทธิและจำนวนหุ้นที่ใช้ไป ตัวอย่างเช่นสมมติว่าพนักงานจากตัวอย่างก่อนหน้าได้ใช้สิทธิซื้อหุ้นครึ่งหนึ่งของหุ้นทั้งหมดในราคาใช้สิทธิ 20 หุ้น เงินสดที่ได้รับทั้งหมดคือ 20 คูณด้วย 100 หรือ 2,000 บัญชีจะหักด้วยเงินสด 2,000 เดบิตหุ้นทุนด้อยสิทธิบัญชีสำหรับครึ่งหนึ่งของยอดเงินบัญชีหรือ 2,500 และเครดิตบัญชีหุ้นสำหรับ 4,500 ตัวเลือกที่หมดอายุพนักงานอาจออกจาก บริษัท ก่อนวันที่ได้รับใบอนุญาตและถูกบังคับให้ริบตัวเลือกหุ้นของตน เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้นักบัญชีจะต้องทำรายการสมุดรายวันเพื่อย้ำว่าส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นตัวเลือกหุ้นที่หมดอายุแล้วเพื่อความสมดุล แม้ว่าจำนวนเงินดังกล่าวจะยังคงเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น แต่ก็ช่วยให้ผู้จัดการและนักลงทุนเข้าใจว่าพวกเขาจะไม่ปล่อยหุ้นให้กับพนักงานในราคาที่ลดในอนาคต สมมติว่าพนักงานในตัวอย่างก่อนหน้านี้ออกก่อนที่จะออกกำลังกายตัวเลือกใด ๆ The accountant debits the stock options equity account and credits the expired stock options equity account.For the Last Time: Stock Options Are an Expense The time has come to end the debate on accounting for stock options the controversy has been going on far too long. In fact, the rule governing the reporting of executive stock options dates back to 1972, when the Accounting Principles Board, the predecessor to the Financial Accounting Standards Board (FASB), issued APB 25. The rule specified that the cost of options at the grant date should be measured by their intrinsic valuethe difference between the current fair market value of the stock and the exercise price of the option. Under this method, no cost was assigned to options when their exercise price was set at the current market price. The rationale for the rule was fairly simple: Because no cash changes hands when the grant is made, issuing a stock option is not an economically significant transaction. Thats what many thought at the time. Whats more, little theory or practice was available in 1972 to guide companies in determining the value of such untraded financial instruments. APB 25 was obsolete within a year. The publication in 1973 of the Black-Scholes formula triggered a huge boom in markets for publicly traded options, a movement reinforced by the opening, also in 1973, of the Chicago Board Options Exchange. It was surely no coincidence that the growth of the traded options markets was mirrored by an increasing use of share option grants in executive and employee compensation. The National Center for Employee Ownership estimates that nearly 10 million employees received stock options in 2000 fewer than 1 million did in 1990. It soon became clear in both theory and practice that options of any kind were worth far more than the intrinsic value defined by APB 25. FASB initiated a review of stock option accounting in 1984 and, after more than a decade of heated controversy, finally issued SFAS 123 in October 1995. It recommendedbut did not requirecompanies to report the cost of options granted and to determine their fair market value using option-pricing models. The new standard was a compromise, reflecting intense lobbying by businesspeople and politicians against mandatory reporting. They argued that executive stock options were one of the defining components in Americas extraordinary economic renaissance, so any attempt to change the accounting rules for them was an attack on Americas hugely successful model for creating new businesses. Inevitably, most companies chose to ignore the recommendation that they opposed so vehemently and continued to record only the intrinsic value at grant date, typically zero, of their stock option grants. Subsequently, the extraordinary boom in share prices made critics of option expensing look like spoilsports. But since the crash, the debate has returned with a vengeance. The spate of corporate accounting scandals in particular has revealed just how unreal a picture of their economic performance many companies have been painting in their financial statements. Increasingly, investors and regulators have come to recognize that option-based compensation is a major distorting factor. Had AOL Time Warner in 2001, for example, reported employee stock option expenses as recommended by SFAS 123, it would have shown an operating loss of about 1.7 billion rather than the 700 million in operating income it actually reported. We believe that the case for expensing options is overwhelming, and in the following pages we examine and dismiss the principal claims put forward by those who continue to oppose it. We demonstrate that, contrary to these experts arguments, stock option grants have real cash-flow implications that need to be reported, that the way to quantify those implications is available, that footnote disclosure is not an acceptable substitute for reporting the transaction in the income statement and balance sheet, and that full recognition of option costs need not emasculate the incentives of entrepreneurial ventures. We then discuss just how firms might go about reporting the cost of options on their income statements and balance sheets. Fallacy 1: Stock Options Do Not Represent a Real Cost It is a basic principle of accounting that financial statements should record economically significant transactions. No one doubts that traded options meet that criterion billions of dollars worth are bought and sold every day, either in the over-the-counter market or on exchanges. For many people, though, company stock option grants are a different story. These transactions are not economically significant, the argument goes, because no cash changes hands. As former American Express CEO Harvey Golub put it in an August 8, 2002, Wall Street Journal article, stock option grants are never a cost to the company and, therefore, should never be recorded as a cost on the income statement. That position defies economic logic, not to mention common sense, in several respects. For a start, transfers of value do not have to involve transfers of cash. While a transaction involving a cash receipt or payment is sufficient to generate a recordable transaction, it is not necessary. Events such as exchanging stock for assets, signing a lease, providing future pension or vacation benefits for current-period employment, or acquiring materials on credit all trigger accounting transactions because they involve transfers of value, even though no cash changes hands at the time the transaction occurs. Even if no cash changes hands, issuing stock options to employees incurs a sacrifice of cash, an opportunity cost, which needs to be accounted for. If a company were to grant stock, rather than options, to employees, everyone would agree that the companys cost for this transaction would be the cash it otherwise would have received if it had sold the shares at the current market price to investors. It is exactly the same with stock options. When a company grants options to employees, it forgoes the opportunity to receive cash from underwriters who could take these same options and sell them in a competitive options market to investors. Warren Buffett made this point graphically in an April 9, 2002, Washington Post column when he stated: Berkshire Hathaway will be happy to receive options in lieu of cash for many of the goods and services that we sell corporate America. Granting options to employees rather than selling them to suppliers or investors via underwriters involves an actual loss of cash to the firm. It can, of course, be more reasonably argued that the cash forgone by issuing options to employees, rather than selling them to investors, is offset by the cash the company conserves by paying its employees less cash. As two widely respected economists, Burton G. Malkiel and William J. Baumol, noted in an April 4, 2002, Wall Street Journal article: A new, entrepreneurial firm may not be able to provide the cash compensation needed to attract outstanding workers. Instead, it can offer stock options. But Malkiel and Baumol, unfortunately, do not follow their observation to its logical conclusion. For if the cost of stock options is not universally incorporated into the measurement of net income, companies that grant options will underreport compensation costs, and it wont be possible to compare their profitability, productivity, and return-on-capital measures with those of economically equivalent companies that have merely structured their compensation system in a different way. The following hypothetical illustration shows how that can happen. Imagine two companies, KapCorp and MerBod, competing in exactly the same line of business. The two differ only in the structure of their employee compensation packages. KapCorp pays its workers 400,000 in total compensation in the form of cash during the year. At the beginning of the year, it also issues, through an underwriting, 100,000 worth of options in the capital market, which cannot be exercised for one year, and it requires its employees to use 25 of their compensation to buy the newly issued options. The net cash outflow to KapCorp is 300,000 (400,000 in compensation expense less 100,000 from the sale of the options). MerBods approach is only slightly different. It pays its workers 300,000 in cash and issues them directly 100,000 worth of options at the start of the year (with the same one-year exercise restriction). Economically, the two positions are identical. Each company has paid a total of 400,000 in compensation, each has issued 100,000 worth of options, and for each the net cash outflow totals 300,000 after the cash received from issuing the options is subtracted from the cash spent on compensation. Employees at both companies are holding the same 100,000 of options during the year, producing the same motivation, incentive, and retention effects. How legitimate is an accounting standard that allows two economically identical transactions to produce radically different numbers In preparing its year-end statements, KapCorp will book compensation expense of 400,000 and will show 100,000 in options on its balance sheet in a shareholder equity account. If the cost of stock options issued to employees is not recognized as an expense, however, MerBod will book a compensation expense of only 300,000 and not show any options issued on its balance sheet. Assuming otherwise identical revenues and costs, it will look as though MerBods earnings were 100,000 higher than KapCorps. MerBod will also seem to have a lower equity base than KapCorp, even though the increase in the number of shares outstanding will eventually be the same for both companies if all the options are exercised. As a result of the lower compensation expense and lower equity position, MerBods performance by most analytic measures will appear to be far superior to KapCorps. This distortion is, of course, repeated every year that the two firms choose the different forms of compensation. How legitimate is an accounting standard that allows two economically identical transactions to produce radically different numbers Fallacy 2: The Cost of Employee Stock Options Cannot Be Estimated Some opponents of option expensing defend their position on practical, not conceptual, grounds. Option-pricing models may work, they say, as a guide for valuing publicly traded options. But they cant capture the value of employee stock options, which are private contracts between the company and the employee for illiquid instruments that cannot be freely sold, swapped, pledged as collateral, or hedged. It is indeed true that, in general, an instruments lack of liquidity will reduce its value to the holder. But the holders liquidity loss makes no difference to what it costs the issuer to create the instrument unless the issuer somehow benefits from the lack of liquidity. And for stock options, the absence of a liquid market has little effect on their value to the holder. The great beauty of option-pricing models is that they are based on the characteristics of the underlying stock. Thats precisely why they have contributed to the extraordinary growth of options markets over the last 30 years. The Black-Scholes price of an option equals the value of a portfolio of stock and cash that is managed dynamically to replicate the payoffs to that option. With a completely liquid stock, an otherwise unconstrained investor could entirely hedge an options risk and extract its value by selling short the replicating portfolio of stock and cash. In that case, the liquidity discount on the options value would be minimal. And that applies even if there were no market for trading the option directly. Therefore, the liquidityor lack thereofof markets in stock options does not, by itself, lead to a discount in the options value to the holder. Investment banks, commercial banks, and insurance companies have now gone far beyond the basic, 30-year-old Black-Scholes model to develop approaches to pricing all sorts of options: Standard ones. Exotic ones. Options traded through intermediaries, over the counter, and on exchanges. Options linked to currency fluctuations. Options embedded in complex securities such as convertible debt, preferred stock, or callable debt like mortgages with prepay features or interest rate caps and floors. A whole subindustry has developed to help individuals, companies, and money market managers buy and sell these complex securities. Current financial technology certainly permits firms to incorporate all the features of employee stock options into a pricing model. A few investment banks will even quote prices for executives looking to hedge or sell their stock options prior to vesting, if their companys option plan allows it. Of course, formula-based or underwriters estimates about the cost of employee stock options are less precise than cash payouts or share grants. But financial statements should strive to be approximately right in reflecting economic reality rather than precisely wrong. Managers routinely rely on estimates for important cost items, such as the depreciation of plant and equipment and provisions against contingent liabilities, such as future environmental cleanups and settlements from product liability suits and other litigation. When calculating the costs of employees pensions and other retirement benefits, for instance, managers use actuarial estimates of future interest rates, employee retention rates, employee retirement dates, the longevity of employees and their spouses, and the escalation of future medical costs. Pricing models and extensive experience make it possible to estimate the cost of stock options issued in any given period with a precision comparable to, or greater than, many of these other items that already appear on companies income statements and balance sheets. Not all the objections to using Black-Scholes and other option valuation models are based on difficulties in estimating the cost of options granted. For example, John DeLong, in a June 2002 Competitive Enterprise Institute paper entitled The Stock Options Controversy and the New Economy, argued that even if a value were calculated according to a model, the calculation would require adjustment to reflect the value to the employee. He is only half right. By paying employees with its own stock or options, the company forces them to hold highly non-diversified financial portfolios, a risk further compounded by the investment of the employees own human capital in the company as well. Since almost all individuals are risk averse, we can expect employees to place substantially less value on their stock option package than other, better-diversified, investors would. Estimates of the magnitude of this employee risk discountor deadweight cost, as it is sometimes calledrange from 20 to 50, depending on the volatility of the underlying stock and the degree of diversification of the employees portfolio. The existence of this deadweight cost is sometimes used to justify the apparently huge scale of option-based remuneration handed out to top executives. A company seeking, for instance, to reward its CEO with 1 million in options that are worth 1,000 each in the market may (perhaps perversely) reason that it should issue 2,000 rather than 1,000 options because, from the CEOs perspective, the options are worth only 500 each. (We would point out that this reasoning validates our earlier point that options are a substitute for cash.) But while it might arguably be reasonable to take deadweight cost into account when deciding how much equity-based compensation (such as options) to include in an executives pay packet, it is certainly not reasonable to let dead-weight cost influence the way companies record the costs of the packets. Financial statements reflect the economic perspective of the company, not the entities (including employees) with which it transacts. When a company sells a product to a customer, for example, it does not have to verify what the product is worth to that individual. It counts the expected cash payment in the transaction as its revenue. Similarly, when the company purchases a product or service from a supplier, it does not examine whether the price paid was greater or less than the suppliers cost or what the supplier could have received had it sold the product or service elsewhere. The company records the purchase price as the cash or cash equivalent it sacrificed to acquire the good or service. Suppose a clothing manufacturer were to build a fitness center for its employees. The company would not do so to compete with fitness clubs. It would build the center to generate higher revenues from increased productivity and creativity of healthier, happier employees and to reduce costs arising from employee turnover and illness. The cost to the company is clearly the cost of building and maintaining the facility, not the value that the individual employees might place on it. The cost of the fitness center is recorded as a periodic expense, loosely matched to the expected revenue increase and reductions in employee-related costs. The only reasonable justification we have seen for costing executive options below their market value stems from the observation that many options are forfeited when employees leave, or are exercised too early because of employees risk aversion. In these cases, existing shareholders equity is diluted less than it would otherwise be, or not at all, consequently reducing the companys compensation cost. While we agree with the basic logic of this argument, the impact of forfeiture and early exercise on theoretical values may be grossly exaggerated. (See The Real Impact of Forfeiture and Early Exercise at the end of this article.) The Real Impact of Forfeiture and Early Exercise Unlike cash salary, stock options cannot be transferred from the individual granted them to anyone else. Nontransferability has two effects that combine to make employee options less valuable than conventional options traded in the market. First, employees forfeit their options if they leave the company before the options have vested. Second, employees tend to reduce their risk by exercising vested stock options much earlier than a well-diversified investor would, thereby reducing the potential for a much higher payoff had they held the options to maturity. Employees with vested options that are in the money will also exercise them when they quit, since most companies require employees to use or lose their options upon departure. In both cases, the economic impact on the company of issuing the options is reduced, since the value and relative size of existing shareholders stakes are diluted less than they could have been, or not at all. Recognizing the increasing probability that companies will be required to expense stock options, some opponents are fighting a rearguard action by trying to persuade standard setters to significantly reduce the reported cost of those options, discounting their value from that measured by financial models to reflect the strong likelihood of forfeiture and early exercise. Current proposals put forth by these people to FASB and IASB would allow companies to estimate the percentage of options forfeited during the vesting period and reduce the cost of option grants by this amount. Also, rather than use the expiration date for the option life in an option-pricing model, the proposals seek to allow companies to use an expected life for the option to reflect the likelihood of early exercise. Using an expected life (which companies may estimate at close to the vesting period, say, four years) instead of the contractual period of, say, ten years, would significantly reduce the estimated cost of the option. Some adjustment should be made for forfeiture and early exercise. But the proposed method significantly overstates the cost reduction since it neglects the circumstances under which options are most likely to be forfeited or exercised early. When these circumstances are taken into account, the reduction in employee option costs is likely to be much smaller. First, consider forfeiture. Using a flat percentage for forfeitures based on historical or prospective employee turnover is valid only if forfeiture is a random event, like a lottery, independent of the stock price. In reality, however, the likelihood of forfeiture is negatively related to the value of the options forfeited and, hence, to the stock price itself. People are more likely to leave a company and forfeit options when the stock price has declined and the options are worth little. But if the firm has done well and the stock price has increased significantly since grant date, the options will have become much more valuable, and employees will be much less likely to leave. If employee turnover and forfeiture are more likely when the options are least valuable, then little of the options total cost at grant date is reduced because of the probability of forfeiture. The argument for early exercise is similar. It also depends on the future stock price. Employees will tend to exercise early if most of their wealth is bound up in the company, they need to diversify, and they have no other way to reduce their risk exposure to the companys stock price. Senior executives, however, with the largest option holdings, are unlikely to exercise early and destroy option value when the stock price has risen substantially. Often they own unrestricted stock, which they can sell as a more efficient means to reduce their risk exposure. Or they have enough at stake to contract with an investment bank to hedge their option positions without exercising prematurely. As with the forfeiture feature, the calculation of an expected option life without regard to the magnitude of the holdings of employees who exercise early, or to their ability to hedge their risk through other means, would significantly underestimate the cost of options granted. Option-pricing models can be modified to incorporate the influence of stock prices and the magnitude of employees option and stock holdings on the probabilities of forfeiture and early exercise. (See, for example, Mark Rubinsteins Fall 1995 article in the Journal of Derivatives . On the Accounting Valuation of Employee Stock Options.) The actual magnitude of these adjustments needs to be based on specific company data, such as stock price appreciation and distribution of option grants among employees. The adjustments, properly assessed, could turn out to be significantly smaller than the proposed calculations (apparently endorsed by FASB and IASB) would produce. Indeed, for some companies, a calculation that ignores forfeiture and early exercise altogether could come closer to the true cost of options than one that entirely ignores the factors that influence employees forfeiture and early exercise decisions. Fallacy 3: Stock Option Costs Are Already Adequately Disclosed Another argument in defense of the existing approach is that companies already disclose information about the cost of option grants in the footnotes to the financial statements. Investors and analysts who wish to adjust income statements for the cost of options, therefore, have the necessary data readily available. We find that argument hard to swallow. As we have pointed out, it is a fundamental principle of accounting that the income statement and balance sheet should portray a companys underlying economics. Relegating an item of such major economic significance as employee option grants to the footnotes would systematically distort those reports. But even if we were to accept the principle that footnote disclosure is sufficient, in reality we would find it a poor substitute for recognizing the expense directly on the primary statements. For a start, investment analysts, lawyers, and regulators now use electronic databases to calculate profitability ratios based on the numbers in companies audited income statements and balance sheets. An analyst following an individual company, or even a small group of companies, could make adjustments for information disclosed in footnotes. But that would be difficult and costly to do for a large group of companies that had put different sorts of data in various nonstandard formats into footnotes. Clearly, it is much easier to compare companies on a level playing field, where all compensation expenses have been incorporated into the income numbers. Whats more, numbers divulged in footnotes can be less reliable than those disclosed in the primary financial statements. For one thing, executives and auditors typically review supplementary footnotes last and devote less time to them than they do to the numbers in the primary statements. As just one example, the footnote in eBays FY 2000 annual report reveals a weighted average grant-date fair value of options granted during 1999 of 105.03 for a year in which the weighted average exercise price of shares granted was 64.59. Just how the value of options granted can be 63 more than the value of the underlying stock is not obvious. In FY 2000, the same effect was reported: a fair value of options granted of 103.79 with an average exercise price of 62.69. Apparently, this error was finally detected, since the FY 2001 report retroactively adjusted the 1999 and 2000 average grant-date fair values to 40.45 and 41.40, respectively. We believe executives and auditors will exert greater diligence and care in obtaining reliable estimates of the cost of stock options if these figures are included in companies income statements than they currently do for footnote disclosure. Our colleague William Sahlman in his December 2002 HBR article, Expensing Options Solves Nothing, has expressed concern that the wealth of useful information contained in the footnotes about the stock options granted would be lost if options were expensed. But surely recognizing the cost of options in the income statement does not preclude continuing to provide a footnote that explains the underlying distribution of grants and the methodology and parameter inputs used to calculate the cost of the stock options. Some critics of stock option expensing argue, as venture capitalist John Doerr and FedEx CEO Frederick Smith did in an April 5, 2002, New York Times column, that if expensing were required, the impact of options would be counted twice in the earnings per share: first as a potential dilution of the earnings, by increasing the shares outstanding, and second as a charge against reported earnings. The result would be inaccurate and misleading earnings per share. We have several difficulties with this argument. First, option costs only enter into a (GAAP-based) diluted earnings-per-share calculation when the current market price exceeds the option exercise price. Thus, fully diluted EPS numbers still ignore all the costs of options that are nearly in the money or could become in the money if the stock price increased significantly in the near term. Second, relegating the determination of the economic impact of stock option grants solely to an EPS calculation greatly distorts the measurement of reported income, would not be adjusted to reflect the economic impact of option costs. These measures are more significant summaries of the change in economic value of a company than the prorated distribution of this income to individual shareholders revealed in the EPS measure. This becomes eminently clear when taken to its logical absurdity: Suppose companies were to compensate all their suppliersof materials, labor, energy, and purchased serviceswith stock options rather than with cash and avoid all expense recognition in their income statement. Their income and their profitability measures would all be so grossly inflated as to be useless for analytic purposes only the EPS number would pick up any economic effect from the option grants. Our biggest objection to this spurious claim, however, is that even a calculation of fully diluted EPS does not fully reflect the economic impact of stock option grants. The following hypothetical example illustrates the problems, though for purposes of simplicity we will use grants of shares instead of options. The reasoning is exactly the same for both cases. Lets say that each of our two hypothetical companies, KapCorp and MerBod, has 8,000 shares outstanding, no debt, and annual revenue this year of 100,000. KapCorp decides to pay its employees and suppliers 90,000 in cash and has no other expenses. MerBod, however, compensates its employees and suppliers with 80,000 in cash and 2,000 shares of stock, at an average market price of 5 per share. The cost to each company is the same: 90,000. But their net income and EPS numbers are very different. KapCorps net income before taxes is 10,000, or 1.25 per share. By contrast, MerBods reported net income (which ignores the cost of the equity granted to employees and suppliers) is 20,000, and its EPS is 2.00 (which takes into account the new shares issued). Of course, the two companies now have different cash balances and numbers of shares outstanding with a claim on them. But KapCorp can eliminate that discrepancy by issuing 2,000 shares of stock in the market during the year at an average selling price of 5 per share. Now both companies have closing cash balances of 20,000 and 10,000 shares outstanding. Under current accounting rules, however, this transaction only exacerbates the gap between the EPS numbers. KapCorps reported income remains 10,000, since the additional 10,000 value gained from the sale of the shares is not reported in net income, but its EPS denominator has increased from 8,000 to 10,000. Consequently, KapCorp now reports an EPS of 1.00 to MerBods 2.00, even though their economic positions are identical: 10,000 shares outstanding and increased cash balances of 20,000. The people claiming that options expensing creates a double-counting problem are themselves creating a smoke screen to hide the income-distorting effects of stock option grants. The people claiming that options expensing creates a double-counting problem are themselves creating a smoke screen to hide the income-distorting effects of stock option grants. Indeed, if we say that the fully diluted EPS figure is the right way to disclose the impact of share options, then we should immediately change the current accounting rules for situations when companies issue common stock, convertible preferred stock, or convertible bonds to pay for services or assets. At present, when these transactions occur, the cost is measured by the fair market value of the consideration involved. Why should options be treated differently Fallacy 4: Expensing Stock Options Will Hurt Young Businesses Opponents of expensing options also claim that doing so will be a hardship for entrepreneurial high-tech firms that do not have the cash to attract and retain the engineers and executives who translate entrepreneurial ideas into profitable, long-term growth. This argument is flawed on a number of levels. For a start, the people who claim that option expensing will harm entrepreneurial incentives are often the same people who claim that current disclosure is adequate for communicating the economics of stock option grants. The two positions are clearly contradictory. If current disclosure is sufficient, then moving the cost from a footnote to the balance sheet and income statement will have no market effect. But to argue that proper costing of stock options would have a significant adverse impact on companies that make extensive use of them is to admit that the economics of stock options, as currently disclosed in footnotes, are not fully reflected in companies market prices. More seriously, however, the claim simply ignores the fact that a lack of cash need not be a barrier to compensating executives. Rather than issuing options directly to employees, companies can always issue them to underwriters and then pay their employees out of the money received for those options. Considering that the market systematically puts a higher value on options than employees do, companies are likely to end up with more cash from the sale of externally issued options (which carry with them no deadweight costs) than they would by granting options to employees in lieu of higher salaries. Even privately held companies that raise funds through angel and venture capital investors can take this approach. The same procedures used to place a value on a privately held company can be used to estimate the value of its options, enabling external investors to provide cash for options about as readily as they provide cash for stock. Thats not to say, of course, that entrepreneurs should never get option grants. Venture capital investors will always want employees to be compensated with some stock options in lieu of cash to be assured that the employees have some skin in the game and so are more likely to be honest when they tout their companys prospects to providers of new capital. But that does not preclude also raising cash by selling options externally to pay a large part of the cash compensation to employees. We certainly recognize the vitality and wealth that entrepreneurial ventures, particularly those in the high-tech sector, bring to the U.S. economy. A strong case can be made for creating public policies that actively assist these companies in their early stages, or even in their more established stages. The nation should definitely consider a regulation that makes entrepreneurial, job-creating companies healthier and more competitive by changing something as simple as an accounting journal entry. But we have to question the effectiveness of the current rule, which essentially makes the benefits from a deliberate accounting distortion proportional to companies use of one particular form of employee compensation. After all, some entrepreneurial, job-creating companies might benefit from picking other forms of incentive compensation that arguably do a better job of aligning executive and shareholder interests than conventional stock options do. Indexed or performance options, for example, ensure that management is not rewarded just for being in the right place at the right time or penalized just for being in the wrong place at the wrong time. A strong case can also be made for the superiority of properly designed restricted stock grants and deferred cash payments. Yet current accounting standards require that these, and virtually all other compensation alternatives, be expensed. Are companies that choose those alternatives any less deserving of an accounting subsidy than Microsoft, which, having granted 300 million options in 2001 alone, is by far the largest issuer of stock options A less distorting approach for delivering an accounting subsidy to entrepreneurial ventures would simply be to allow them to defer some percentage of their total employee compensation for some number of years, which could be indefinitelyjust as companies granting stock options do now. That way, companies could get the supposed accounting benefits from not having to report a portion of their compensation costs no matter what form that compensation might take. What Will Expensing Involve Although the economic arguments in favor of reporting stock option grants on the principal financial statements seem to us to be overwhelming, we do recognize that expensing poses challenges. For a start, the benefits accruing to the company from issuing stock options occur in future periods, in the form of increased cash flows generated by its option motivated and retained employees. The fundamental matching principle of accounting requires that the costs of generating those higher revenues be recognized at the same time the revenues are recorded. This is why companies match the cost of multiperiod assets such as plant and equipment with the revenues these assets produce over their economic lives. In some cases, the match can be based on estimates of the future cash flows. In expensing capitalized software-development costs, for instance, managers match the costs against a predicted pattern of benefits accrued from selling the software. In the case of options, however, managers would have to estimate an equivalent pattern of benefits arising from their own decisions and activities. That would likely introduce significant measurement error and provide opportunities for managers to bias their estimates. We therefore believe that using a standard straight-line amortization formula will reduce measurement error and management bias despite some loss of accuracy. The obvious period for the amortization is the useful economic life of the granted option, probably best measured by the vesting period. Thus, for an option vesting in four years, 148 of the cost of the option would be expensed through the income statement in each month until the option vests. This would treat employee option compensation costs the same way the costs of plant and equipment or inventory are treated when they are acquired through equity instruments, such as in an acquisition. In addition to being reported on the income statement, the option grant should also appear on the balance sheet. In our opinion, the cost of options issued represents an increase in shareholders equity at the time of grant and should be reported as paid-in capital. Some experts argue that stock options are more like contingent liability than equity transactions since their ultimate cost to the company cannot be determined until employees either exercise or forfeit their options. This argument, of course, ignores the considerable economic value the company has sacrificed at time of grant. Whats more, a contingent liability is usually recognized as an expense when it is possible to estimate its value and the liability is likely to be incurred. At time of grant, both these conditions are met. The value transfer is not just probable it is certain. The company has granted employees an equity security that could have been issued to investors and suppliers who would have given cash, goods, and services in return. The amount sacrificed can also be estimated, using option-pricing models or independent estimates from investment banks. There has to be, of course, an offsetting entry on the asset side of the balance sheet. FASB, in its exposure draft on stock option accounting in 1994, proposed that at time of grant an asset called prepaid compensation expense be recognized, a recommendation we endorse. FASB, however, subsequently retracted its proposal in the face of criticism that since employees can quit at any time, treating their deferred compensation as an asset would violate the principle that a company must always have legal control over the assets it reports. We feel that FASB capitulated too easily to this argument. The firm does have an asset because of the option grantpresumably a loyal, motivated employee. Even though the firm does not control the asset in a legal sense, it does capture the benefits. FASBs concession on this issue subverted substance to form. Finally, there is the issue of whether to allow companies to revise the income number theyve reported after the grants have been issued. Some commentators argue that any recorded stock option compensation expense should be reversed if employees forfeit the options by leaving the company before vesting or if their options expire unexercised. But if companies were to mark compensation expense downward when employees forfeit their options, should they not also mark it up when the share price rises, thereby increasing the market value of the options Clearly, this can get complicated, and it comes as no surprise that neither FASB nor IASB recommends any kind of postgrant accounting revisions, since that would open up the question of whether to use mark-to-market accounting for all types of assets and liabilities, not just share options. At this time, we dont have strong feelings about whether the benefits from mark-to-market accounting for stock options exceed the costs. But we would point out that people who object to estimating the cost of options granted at time of issue should be even less enthusiastic about reestimating their options cost each quarter. We recognize that options are a powerful incentive, and we believe that all companies should consider them in deciding how to attract and retain talent and align the interests of managers and owners. But we also believe that failing to record a transaction that creates such powerful effects is economically indefensible and encourages companies to favor options over alternative compensation methods. It is not the proper role of accounting standards to distort executive and employee compensation by subsidizing one form of compensation relative to all others. Companies should choose compensation methods according to their economic benefitsnot the way they are reported. It is not the proper role of accounting standards to distort executive and employee compensation by subsidizing one form of compensation relative to all others. A version of this article appeared in the March 2003 issue of Harvard Business Review .
17   การพิสูจน์ สกุลเงิน -trading- กลยุทธ์ รูปแบบไฟล์ PDF   ฟรีดาวน์โหลด
Forex- Kalender - Deutsch